บทที่ 13 จะออกเดินทางไม่ได้!!!
เซี่ยหยวนประคองมารดาขึ้นนั่งบนรถม้า เสียงม้าที่ควบมาอย่างรวดเร็วทำให้คนที่อยู่หน้าตระกูลเซี่ยชะงักนิ่งหันไปมองอย่างสนใจ
“ช้าก่อน แม่นางตู้” เสียงขันที ที่นั่งซ้อนอยู่ด้านหลังของทหารเอ่ยเรียกรั้งนางไว้
“พานกงกง” ตู้เหลียนเอ่ยเรียกเขาอย่างแปลกใจ เพราะคนที่มาเป็นถึงขันทีข้างกายของฮ่องเต้ นางรู้จักมักคุ้นเขาอยู่ไม่น้อย
“ฝ่าบาทมีของกำนัลมอบให้ท่านก่อนออกเดินทางขอรับ” เขาอมยิ้มมองนาง พร้อมทั้งปรายตาไปทางเซี่ยถงวู่อย่างดูแคลน
หากนางเลือกถวายตัวเข้าวังหลวง ชีวิตของตู้เหลียนคงไม่ต้องมีจุดจบเช่นนี้ ด้วยฮ่องเต้ก็พึงใจต่อนางอยู่ไม่น้อย
“สิ่งใดเจ้าคะ” ตู้เหลียนเดินมาหาพานกงกงอย่างแปลกใจ
แม้จะรู้เรื่องดีอยู่แล้ว แต่นางก็ยังต้องทำเหมือนว่านางไม่รู้เรื่องที่พานกงกงมาในวันนี้ เมื่อวานตอนที่แม่นมได้หนังสือตัดขาดจากเซี่ยถงวู่มาแล้ว นางให้แม่นมเข้าวังเพื่อขอให้ฮ่องเต้ช่วยจัดการเรื่องเปลี่ยนแซ่ให้สามคนแม่ลูก
“หนังสือรับรองแซ่ของท่านกับบุตรทั้งสองขอรับ ฝ่าบาทยังฝากมาอีกเรื่อง หากท่านต้องการจะแต่งงานใหม่อีกครั้ง ฝ่าบาทจะเป็นผู้จัดการให้ท่านตนพระองค์เอง” เซี่ยถงวู่ใบหน้าไร้สีเลือดไปแล้ว
หากมิใช่พานกงกงพูดสิ่งนี้ออกมา เขาคงได้สังหารในดาบเดียว ตู้เหลียนก้มหน้าลงเล็กน้อย นางยังไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อน ทั้งยังไม่คิดหาเรื่องใส่ตัวอีกแล้ว
“ขอบพระทัยในความเมตตาของฝ่าบาทยิ่งนัก” นางหันไปคุกเข่าคำนับไปทางวังหลวง เซี่ยหยวนก็จับหรูอวี้ทำตามมารดาเช่นกัน
“การเดินทางไปเป่ยหานครั้งนี้ลำบากไม่น้อย ท่านแม่ทัพจ้าวจะเดินทางกลับชายแดนเหนือเช่นกัน ฝ่าบาทจึงให้ท่านแม่ทัพไปส่งท่านกับบุตรทั้งสองที่เป่ยหานเสียก่อนขอรับ”
“จะไม่รบกวนแม่ทัพจ้าวเกินไปหรือเจ้าคะ” นางเม้มปากแน่น
หากย้อนกลับไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน แม่ทัพจ้าวก็เป็นหนึ่งในศิษย์ของบิดานาง นางไม่ได้พบเขาตั้งแต่แต่งเข้าจวนตระกูลเซี่ย เพราะเขาย้ายไปประจำการอยู่ที่ชายแดนเหนือ เรื่องของเขานางจึงรู้เพียงแค่ว่าถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้แต่งงาน ผู้คนลือไม่น้อยว่าเขาเป็นบุรุษตัดแขนเสื้อ
แต่ตู้เหลียนรู้ดีกว่าใคร ด้วยก่อนที่นางจะแต่งเข้าจวนตระกูลเซี่ย เขาขอเข้าพบนางที่จวนเพื่อขอร้องให้นางเปลี่ยนใจ เมื่อเห็นว่านางไม่เปลี่ยนใจ เขาจึงไม่ได้ติดต่อนางอีกเลย
“ไม่ขอรับ เรื่องนี้ท่านแม่ทัพก็เต็มใจ ตอนนี้ท่านแม่ทัพรอท่านอยู่ที่หน้าประตูเมืองแล้ว รีบออกเดินทางเถิดขอรับ” พานกงกงหันไปมองเยาะเย้ยเซี่ยถงวู่ที่ยืนใบหน้าเขียวคล้ำตั้งแต่ได้ยินชื่อของแม่ทัพจ้าวแล้ว
ตู้เหลียนไม่สนใจใบหน้าของเขาในตอนนี้ นางเดินขึ้นไปนั่งรถม้า พร้อมกับหรูอวี้ โดยมีเซี่ยหยวนขี่ม้าตามอยู่ด้านข้างของรถม้า
เซี่ยถงวู่เดินก้าวไปด้านหน้า เพื่อเอ่ยรั้งตู้เหลียนไว้ แต่เสียงที่ร้อนรนของพ่อบ้านเซี่ยที่อยู่ด้านหลังก็ทำให้เขาชะงักฝีเท้า แม้แต่ขบวนเดินทางของตู้เหลียนกูหยุดลงไปด้วย
“แม่นางตู้จะออกเดินทางไม่ได้!!!” เขาวิ่งไปขว้างหน้ารถม้าไว้
“เพราะเหตุใด” เซี่ยหยวนเอ่ยถามเสียงเย็น
“สมบัติในคลังหายไปเสียเกือบครึ่ง ทั้งฮูหยินสวีนางก็ล้มป่วยอย่างไม่ทราบสาเหตุ คุณหนูใหญ่ใบหน้าของนางเสียโฉมด้วยขอรับ” พ่อบ้านตู้รายงานเซี่ยถงวู่อย่างตื่นตระหนก
ตู้เหลียนปรายตามองไปที่หรูอวี้อย่างสงสัย แต่เมื่อเห็นสายตาของนางที่เลี่ยงมองออกไปนอกหน้าต่างก็รู้ได้ทันทีว่าบุตรสาวของนางเป็นผู้กระทำอย่างแน่นอน
“หากท่านสงสัยว่าข้าขโมยไปก็ตรวจค้นรถม้าเสียเถิด” ตู้เหลียนเอ่ยเสียงเรียบเฉยอย่างไม่ร้อนใจออกมา
พ่อบ้านเซี่ยไม่ฟังคำสั่งของเซี่ยถงวู่ เขารีบนำกำลังบ่าวเข้าตรวจค้นทันที
“จวนของท่านผู้ตรวจการครึกครื้นยิ่งนัก” พานกงกงเหยียดยิ้มที่มุมปาก
ชาวบ้านเริ่มมามุงดูเหตุการณ์ที่หน้าตระกูลเซี่ยไม่น้อยแล้ว หรูอวี้ที่เห็นเช่นนั้นนางจึงเดินลงจากรถม้าไปคุกเข่าอยู่ที่หน้าเซี่ยถงวู่
“ท่านผู้ตรวจการเซี่ย แม้ยามนี้ข้าจะมิใช่บุตรของท่านแล้ว แต่เมื่อก่อนข้าก็ได้ชื่อว่าเป็นบุตรของท่านเช่นกัน เรื่องที่ข้าตกน้ำยังมิได้รับความเป็นธรรม มายามนี้ยังให้บ่าวในจวนมาใส่ความข้าสามคนแม่ลูกก่อนจะออกเดินทางอีกรึ” นางสะอื้นไห้จนตัวโยน
ชาวบ้านที่เห็นต่างมองดูด้วยความสงสาร หรูอวี้เห็นเช่นนั้น นางก็ร้องไห้เสียงดังยิ่งกว่าเดิม
“ทะ ท่านดู สินเดิมของท่านแม่เหลือติดตัวไปเพียงน้อยนิด ที่ผ่านมาข้ากับท่านพี่ล้มป่วยก็เป็นท่านแม่ที่นำสินเดิมออกมาใช้จ่าย เงินเดือนที่สมควรได้ก็มิได้เช่นผู้อื่น แล้วพวกข้าจะขโมยของท่านได้อย่างไร”
“ท่านตรองดูสักนิดเถิด ข้าถูกสั่งให้อยู่แต่ภายในจวน เหตุใดเรื่องความร้ายกาจของข้าและท่านแม่ถึงได้ถูกชาวเมืองเอาไปนินทากันจนสนุกปาก ข้ากับท่านแม่เคยร้องขอความเป็นธรรมหรือไม่”
“วันนี้ที่ต้องออกจากจวนตระกูลเซี่ย กลับเข้าตระกูลตู้ ก็ด้วยข้าถูกรังแกจนเกือบจะรักษาชีวิตไม่ได้ ท่านแม่เห็นใจข้า กลัวว่าหากมีครั้งหน้าข้าคงต้องกลายเป็นวิญญาณจึงได้ขอร้องท่านให้ปล่อยพวกเราสามแม่ลูกไป” หรูอวี้ยังเล่นงิ้วของนางไม่เลิก ยิ่งมีคนเพิ่มขึ้น นางก็ยิ่งพูดสิ่งที่อยู่ในใจของเซี่ยหรูอวี้คนเดิมออกมาทั้งหมด
ภายในของหรูอวี้กำลังหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง นางไม่เคยแสดงด้านนี้ออกมาให้ผู้ใดได้เห็น เมื่อลองทำแล้วจึงรู้สึกแปลกใหม่และสนุกไม่น้อย
เซี่ยหยวนแทบจะไปดึงน้องสาวกลับขึ้นรถม้า แม้รู้ดีว่านางกำลังเรียกร้องความเป็นธรรม พร้อมทั้งทิ้งปัญหาก้อนใหญ่ให้ตระกูลเซี่ยเก็บกวาด แต่เห็นนางร้องไห้เช่นนี้เขาก็ปวดใจไม่น้อย (ไม่รู้เหรอ ว่าน้องสาวเจ้าเล่นงิ้วอยู่)
“ท่านผู้ตรวจการ อย่าหาว่าข้าน้อยปากมากเลย ท่านดูเถิดรถม้าเพียงสองคัน หนึ่งคนไว้นั่ง อีกหนึ่งคันบรรทุกสิ่งของ ท่านว่าสมบัติครึ่งจวนของท่านจะอยู่ภายในได้อย่างไร แล้วอีกอย่างแม่นางตู้จะทำร้ายฮูหยินเอกของท่าน โดยที่บ่าวไพร่ในจวนไม่รู้เรื่องเลยงั้นรึ”
